บทที่ 4 2/1
สองฝั่งริมถนนเต็มไปด้วยชาวบ้านมากมายทั้งชายและหญิงต่างพากันมามุงดูทหารอักษะที่นำเชลยศึกเดินเท้ากันเข้ามาบนถนนใจกลางพระนคร ทหารญี่ปุ่นเหล่านี้ประหนึ่งผีร้ายที่ควบคุมผู้คน ทหารเชลยบางคนซูบผอมจนเกือบเห็นกระดูก บ้างบาดเจ็บ บ้างถูกล่ามโซ่เอาไว้ ขณะที่ว่าเพียงเดินครึ่งก้าวก็แทบจะยืนไม่ไหว
“ฮา ยา คุ ชิ โร่! (เร็วๆ หน่อย) ”
“อิโซกุ! (รีบ ๆ เดินซะ)”
สายตามากมายจับจ้องพวกเขาอย่างนึกสงสาร “โถน่าเวทนาเหลือเกินพ่อคุณ”
“เอ๊ย! ป้าทำอะไร เขาห้ามเอาของให้พวกเชลยนะ” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเมื่อหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งทนดูไม่ไหวจึงยื่นเอาห่อขนมให้กับเชลยที่เดินผ่านไป
“ข้ารู้ แต่ข้าสงสารเขา ไอ้ที่เดินอยู่กับทหารเชลยก็คนเหมือนกัน”
“อย่านะป้า!”
ชาวไทยบางคนไม่สนใจว่าพวกทหารญี่ปุ่นมันจะมองเห็นหรือไม่ พวกเขาแอบโยนห่อข้าวแลห่อขนมให้กับพวกเชลยอย่างนึกเวทนา คนเหมือนแท้ ๆ แต่เหตุใดถึงได้โหดร้ายทารุณกันถึงเพียงนี้
“นานิ ยัตเต็นโน๊ะ (ทำอะไร!)”
“....!” หญิงวัยกลางคนมือไม้สั่นรีบเอาห่อขนมที่ตนถืออยู่ไปซ่อนด้านหลังในทันที ทหารอักษะจ้องเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปดันหลังของเชลยที่อยู่ใกล้ ๆ ให้เดินต่อไป โชคดีที่ทหารพวกนี้ไม่กล้าทำอะไรหญิงผู้นี้ต่อหน้าคนมากมายเพราะอย่างไรเสียสยามก็ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรต่อญี่ปุ่น
หญิงวัยกลางคนเม้มปากพลางกำห่อขนมไว้ในมือแน่น เธอกลัวจับใจแต่ความสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นมีมากกว่า หลังจากคล้อยหลังกองทัพญี่ปุ่นเธอก็แอบโยนห่อข้าวและขนมออกไปกลางถนน ทหารเชลยที่เห็นดังนั้นก็รีบเก็บมันซ่อนไว้ในเสื้อทันที ก่อนที่เขาจะยิ้มให้เธอเป็นการขอบคุณในน้ำใจของชาวไทย อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีน้ำใจ
“โธ่เอ๊ย! คนเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมถึงโหดร้ายกันได้ถึงเพียงนี้วะ ข้าไม่รู้หรอกว่าใครจะชนะหรือแพ้ ดู ๆ สินั้นไม่มีแรงจะเดินแล้ว...เฮ้อ!” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจ
“เอ๊า! เอาสิวะใครจะฆ่าฉันที่ฉันสงสารพวกเขาก็เชิญ” พูดแล้วก็โยนห่อข้าวและกล้วยให้กับทหารเชลยด้วยความนึกสงสาร
“อีหนูช่วยเอาห่อข้าวนี้ให้เขาหน่อยลูก”
“ได้สิจ๊ะป้า” ว่าแล้วเด็กหญิงก็โยนข้าวของให้กับทหารเชลยที่กำลังเดินจากไป
ถึงแม้นว่าประเทศไทยซึ่งนำโดยแกนนำทหารอย่าง จอมพลป.พิบูลสงคราม จะเข้าร่วมกับกองทัพอักษะก็ตามทีแต่ประชาชนหลายคนกลับไม่เห็นด้วยกับความคิดนั้น กองทัพอักษะเหี้ยมโหด ไร้ความปรานี คิดจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านจึงเกณฑ์เชลยมาใช้แรงงานมากมายเช่นนี้ จะสงสารก็เพียงเชลยเหล่านี้เท่านั้นที่ต้องพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาถึงดินแดนอันไกลโพ้นเช่นนี้
“หยุด! ห้ามเอาอาหารให้เชลย” เสียงตวาดของทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งดังขึ้นแม้จะพูดไม่ค่อยชัดนักแต่ก็พอจะฟังรู้เรื่องอยู่บ้าง
“...” ชาวบ้านต่างพากันสั่นกลัว
“โดวชิตะ โน๊ะ(?) (เกิดอะไรขึ้น?)”
“ไทจินวะ โฮะเรียวนิ โชคุเรียว โอ๊ะ ฮะคนดะ (พวกคนไทยนำอาหารให้เชลยครับ)”
นายทหารอักษะที่ดูเหมือนว่ายศจะสูงกว่ามองหน้าชาวบ้านเหล่านั้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่พูดสิ่งใดออกมา
“คนเหมือนกันทำไมใจร้ายกันจังวะ” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นและตามมาด้วยเสียงของชาวบ้านที่เห็นด้วยอีกมากมาย พร้อมกับโยนอาหารในตะกร้าและกระจาดให้กับพวกเชลย
“โดวชิตะระ อิเดสกะ (เอายังไงดีครับ)”
“มาอี้ยะ โม๊ะคุเทะคิจิ มาเดะ อะรุคิ สึดซุเคะรุ ทามา นิวะ เอสะกะ ฮิสึโย๊ะนะ โน๊ะเดส (ไม่เป็นไร พวกเขาต้องการอาหารถึงจะเดินต่อไปยังจุดหมายได้)” ทหารญี่ปุ่นปล่อยให้ชาวบ้านนำอาหารให้เชลยต่อไปโดยไม่ทำอันตรายพวกเขา
เพชรพรรณารายมองเหตุการณ์นั้นพลางผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “นายเชิด เลี่ยงไปทางอื่นได้หรือไม่” นิลกาฬหนุ่มเอ่ยถามขึ้นขณะที่มองขบวนของทหารญี่ปุ่นเหล่านั้นไปด้วย
“ครับคุณชายเล็ก” นายเชิดหรือหนึ่งในคนขับรถของวังเอ่ยตอบด้วยความหนักใจ เขาพยายามที่จะหาทางเลี่ยงออกไปเส้นทางอื่นแทนแต่ดูเหมือนว่าขบวนด้านหน้าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา
“อิโซกุ! (รีบ ๆ เดินซะ)” ทหารอักษะพยายามที่จะดันแผ่นหลังของเชลยให้เดินต่อไป แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่มีน้อยนิดผนวกกับไม่ได้กินข้าวและน้ำมาเกือบทั้งวัน เพียงแต่เงยหน้ามองแสงแดดที่เจิดจ้าจนแสบตา เชลยคนนั้นก็ปวดหัวจนล้มลงไปนอนในที่สุด
“คุณชาย! คุณชายเล็กจะไปไหนครับ” เชิดร้องเรียกโวยวาย เมื่อ
อยู่ ๆ คุณชายของมันก็เปิดประตูวิ่งลงจากรถไปเสียดื้อ ๆ
“โอ๊ะคิอะกะรุ! (ลุกขึ้น)” ทหารญี่ปุ่นใช้เท้าเตะไปที่เชลยคนนั้นอย่างแรงเพื่อหวังให้เขาได้ลุกขึ้นมา หากแต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านก็ดังขึ้นจากการกระทำไร้มนุษยธรรมของเขา
“เฮ้ย! ไปทำกับเขาแบบนั้นได้อย่างไร”
“ลุง! เงียบ ๆ ประเดี๋ยวพวกมันก็ได้ยินหรอก”
“ก็ข้าสงสารเขานิวะ เขาเป็นลมก็ควรช่วยสิ” ชาวบ้านคนนั้นพูดออกมาอย่างเหลืออดกับความโหดร้ายเช่นนี้
อีกด้านหนึ่งเพชรพรรณารายเองก็พยายามฝ่าดงชาวบ้านและทหารเชลยเข้ามาให้ถึงตัวคนป่วยให้ได้เร็วที่สุด โชคดีที่เขาพกกระเป๋ายาฉุกเฉินมาด้วย
“นานิ ยัตเต็นโน๊ะ (ทำอะไร)” แขนของนิลกาฬหนุ่นถูกกระชากอย่างแรงโดยฝีมือของนายทหารญี่ปุ่นคนเดิม
“I’ m doctor (ฉันเป็นหมอ)” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะย่อตัวลงแล้วเปิดกล่องยาขึ้น เขาตรวจชีพจรคนไข้อยู่พักหนึ่งจึงรู้ว่าเพียงเป็นลมแดดเท่านั้น จึงหยิบยาหอมเทใส่แก้วใบเล็ก ๆ ให้อีกคนกินเพื่อช่วยบรรเทาอาการ
“พี่จ้ะ มาช่วยฉันหน่อยเถิดจ้ะ” เพชรหันไปขอความช่วยเหลือกับชาวบ้านที่อยู่บริเวรนั้น พวกเขาดูท่าจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปช่วย
“ช่วยพาคนป่วยไปนั่งที่ร่ม ๆ ตรงโน้นก็ได้จ้ะ”
ชาวบ้านสองคนนั้นทำตามคำบอกกล่าวของคนที่บอกว่าตนเป็นหมออย่างว่าง่าย “ฉันขอน้ำให้เขาหน่อยเถอะจ้ะ”
“ใครมีน้ำบ้างวะรีบเอาให้คุณหมอเขาเร็วเข้า”
“ฉันมีจ้ะ” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะรีบส่งขวดน้ำให้กับอีกฝ่าย เชลยศึกคนดังกล่าวดื่มน้ำขวดนั้นอย่างทุลักทุเล หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาเขาก็หอบหายใจอย่างอ่อนแรง หากแต่ไม่นานก็รู้สึกว่าร่างกายกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
“อิเคะ! (ไป)” ทว่าเพียงแค่ลืมตาตื่นได้ไม่นานทหารอักษะก็รีบมานำตัวเชลยคนนั้นออกไปในทันที
“Thank you (ขอบคุณนะ)” เขาเอ่ยด้วยความซาบซึ้งต่อน้ำใจของเพชรและชาวบ้านที่ต่างช่วยเหลือตนด้วยใจที่ไม่นึกรังเกียจ
เพชรเองก็เพียงยิ้มให้เขาเล็กน้อยเท่านั้นเพราะอย่างไรเสียเขาเองก็เป็นหมอ เห็นคนเจ็บป่วยต่อหน้าจะไม่ช่วยได้อย่างไรกัน อีกอย่างเขาก็ไม่เคยจะเห็นด้วยเลยกับการศึกสงครามในครั้งนี้
“คุณชาย คุณชายเป็นอย่างไรบ้างครับ” เชิดกระหืดกระหอบวิ่งมาหาคุณชายของมัน คุณชายเล็กนะคุณชายเล็กหาเรื่องให้มันอีกจนได้ หากท่านชายภากรทรงรู้ว่าบุตรชายคนเล็กของตนเข้ามาวุ่นวายกับพวกเชลยและทหารอักษะต้องทรงกริ้วเป็นแน่
“ฉันไม่เป็นอะไร” เพชรตอบพลางเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเข้าที่ของมันอย่างเรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน
“คุณชาย!” พวกชาวบ้านต่างประสานเสียงร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
“ก็ใช่น่ะสิ นี่คือหม่อมราชวงศ์เพชรพรรณาราย วงศ์วริศธารา คุณชายเล็กแห่งวังวงศ์วริศธารา บุตรชายคนเล็กของหม่อมเจ้าชายภากร” เชิดว่าออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“ฉันว่าแล้วแต่งตัวดีดูมีชาติตระกูลเสียขนาดนี้” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมด้วยเสียงเห็นด้วยกับความคิดนั้นของอีกหลายคน
“เป็นอย่างไรคุณชายของข้าหล่อล่ะสิพวกเอ็ง” เชิดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เอ่ยถามอย่างภาคภูมิใจ
“หล่อจ้ะพ่อคุณ แถมใจดีอีกต่างหาก เนอะพวกเอ็ง”
เสียงของชาวบ้านซุบซิบขึ้นมาอีกครั้ง หากไม่ได้คุณชายหมอคนนี้ปานนี้ไม่รู้ว่าเชลยคนนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
“เชิด” เพชรเรียกอีกคนขึ้นเพราะรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา ราวกับว่ามีใครกำลังจ้องมองเขาจากมุมหนึ่ง แต่เมื่อพยายามมองหาเท่าไหร่ก็ไม่แม้จะเห็นเงาของคนคนนั้น
“ไปแล้วครับคุณชาย” พูดแล้วก็เดินตามคุณชายของมันออกไป
“เอ็งเห็นเหมือนข้าไหมวะ”
คนถูกถามกลืนน้ำลายลงคอไปเสียหลายอึก “เห็นทีคงมีกรรมหนักน่าดูเลยลุง”
“ข้าก็ว่าเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นเจ้ากรรมนายเวรคงไม่ตามติดขนาดนี้หรอก” พูดพลางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปโดยที่มีหญิงสาวในชุดสไบโบราณขี่คอเขาอยู่ เธอหันมาฉีกยิ้มให้กับชาวบ้านเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไป
“กูไม่อยู่แล้วโว้ยยย”
พวกชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อรีบวิ่งกลับเรือนของตนในทันที กลางวันแสก ๆ ยังเฮี้ยนขนาดนี้ ตกกลางดึกจะเฮี้ยนขนาดไหนวะ เห็นทีจะสงสารก็เพียงคุณชายหมอคนนั้นไม่รู้ว่ารู้หรือไม่ว่าวิญญาณตามติดถึงขนาดนี้
